อารยธรรมอียิปต์โบราณ หรือ “ไอยคุปต์”
คือหนึ่งในอารยธรรมที่มีความเก่าแก่มากที่สุดอารยธรรมหนึ่งของโลก
เป็นอารยธรรมที่เรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย
แถมยังเป็นที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างอย่าง “พีระมิด”
ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและการพัฒนาทางการแพทย์อย่างการทำ
“มัมมี่” อีกด้วย
1. พระนางคลีโอพัตรา กับรูปโฉมที่แท้จริง
พระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra VII)
นับได้ว่าเป็นผู้ปกครองอียิปต์โบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
ซึ่งในความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป เธอคือพระราชินีผู้ทรงเสน่ห์ที่สุด
มีรูปโฉมที่งดงาม เพียบพร้อมไปด้วยกลเม็ดเด็ดพรายในเชิงพิศวาส
สามารถมัดใจชายได้อย่างอยู่หมัด แต่แท้ที่จริงแล้ว
เสน่ห์ของพระนางคลีโอพัตราไม่ได้อยู่ที่เนื้อหนังมังสาหรือความงดงามแห่งใบ
หน้าและเรือนกายเลย
แต่อยู่ที่สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันคนต่างหาก
2. ความเชื่อเกี่ยวกับความตาย
ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อที่ว่า เมื่อคนตาย
ดวงวิญญาณจากร่างไปเพียงชั่วคราว เพื่อเดินทางไปพบกับพระเจ้าในโลกหน้า
แล้วจะกลับมาในวันหนึ่งข้างหน้า ทั้งนี้
เมื่อวิญญาณกลับมาแล้วก็ต้องมีร่างกายอยู่
และร่างที่จะอาศัยอยู่ได้ต้องเป็นร่างกายของตนเองเท่านั้น
และด้วยความเชื่อนี้เองจึงทำให้เกิดวิธีการดูแลศพ
หรือที่เรารู้จักกันอย่างดีกับการทำ “มัมมี่” (Mummy)
เพื่อให้สภาพศพยังอยู่ในสภาพที่ดี ไม่เน่าเปื่อยนั่นเอง
3. การปรากฎตัวของเอเลี่ยน
ในทุกวันนี้กระแส “เอเลี่ยน” หรือมนุษย์ต่างดาว
ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า
การปรากฎตัวของเอเลี่ยนมีให้เห็นมาแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณเลยทีเดียว
สิ่งหนึ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้ ก็มาจากภาพบนฝาผนังภายในสุสานในเมืองกิซ่า
โดยหนึ่งในภาพบนฝาผนังนั้นมีการวาดภาพของเอเลี่ยนปะปนอยู่ด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วย เพราะบางทีภาพ ๆ
นี้ อาจจะเป็นเพียงแค่รูปของสิ่งของอื่น ๆ
ที่มีลักษณะคล้ายกับเอเลี่ยนเท่านั้นเอง
4. ที่สุดแห่งการค้นพบ
อีกสิ่งหนึ่งที่น้อยคนนักจะนึกถึงและรู้จักเกี่ยวกับประวัติของอิยิปต์โบราณ
ก็คือในเรื่องของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากมหาพีระมิดต่าง ๆ แล้ว
ข้อมูลอันล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบกันนั้นก็คือ “เรือโซล่าร์” (Solar
Boat) หรือเรือแห่งแสงอาทิตย์ที่เชื่อกันว่า
จะเป็นพาหนะที่นำพาวิญญาณขององค์กษัตริย์ไปหาเทพเจ้าแห่งแสงอาทิตย์บนสวรรค์
ได้ เรือโซล่าร์นี้สร้างขึ้นจากไม้มากกว่า 1,200 ชิ้น
สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตกาล
5. อักษรภาพอียิปต์โบราณ
อักษรภาพอียิปต์โบราณหรือที่เรียกกันว่า “ฮีโรกริฟฟิค” (Hieroglyphs)
ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งในความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
ความชำนาญทางศิลปหัตถกรรม งานช่าง
และการทำหนังสือของชาวอียิปต์โบราณถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ๆ
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของพวกเขาที่มีอำนาจและอิทธิพลต่อพิธีกรรมและ
การดำรงชีวิตอย่างสูง สำหรับอักษรภาพอียิปต์โบราณนี้
เป็นภาพอักษรที่มักจะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับองค์ฟาโรห์ ราชวงศ์
การเมืองการปกครอง และเรื่องราวทางศาสนา
ซึ่งจะมีปรากฎให้เห็นอยู่ตามวิหารและสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย
6. การตกแต่งภายในพีระมิด
นอกจากโครงสร้าง วัสดุ และวิธีการสร้างพีระมิด
จะมีความอลังการงานสร้างอย่างยิ่งใหญ่มาก ๆ แล้ว
ภายในของปิระมิดเองยังมีการตกแต่งอยู่อย่างสวยงามตามสมัยอีกด้วย
สิ่งหนึ่งที่พบได้ภายในพีระมิดนั้นก็คือ เหล่าบรรดาอักษรภาพฮีโรกริฟฟิค
อายุอานามกว่า 4,000 ปี ซึ่งช่วยให้พีระมิดที่ค้นพบกันนั้น
กลายเป็นสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าและมีอายุเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบ
นี้
7. องค์ฟาโรห์กับการฝังทาสรับใช้
หลังจากการสิ้นพระชนม์ขององค์ฟาโรห์แล้ว
เหล่าบรรดาข้าทาสบริวารของพระองค์ไม่ได้ถูกฆ่าหรือโดนฝังทั้งเป็นในสุสานของ
องค์ฟาโรห์อย่างที่เคยทราบ ๆ กันแต่อย่างใด
เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง ได้กล่าวไว้ว่า
องค์กษัตริย์ฟาโรห์องค์สุดท้ายทรงเล็งเห็นว่า
ข้าทาสของพระองค์ยังสามารถทำประโยชน์อื่น ๆ
ได้มากกว่าการถูกฆ่าหรือฝังไปอย่างเปล่าประโยชน์
และเพื่อไม่ให้เป็นการขัดต่อประเพณีที่มีการสืบต่อกันมาช้านาน
พระองค์จึงทรงรับสั่งให้นำ “ชับติ” (Shabti)
หรือรูปแกะสลักที่ทำจากหลากหลายวัสดุ ทั้ง ขี้ผึ้ง ไม้ ดินเหนียว หิน แก้ว
ดินเผา และสัมฤทธิ์
โดยทำหน้าที่เหมือนคนรับใช้ลงไปฝังในสุสานแทนชีวิตของคนเป็น ๆ
8. เหล่าทาสคือผู้สร้างพีระมิด
เป็นที่ถกเถียงกันอยู่พอสมควร
กับประเด็นที่ว่าด้วยความยิ่งใหญ่ของพีระมิดประกอบกับความที่เทคโนโลยีและ
หลักการทางวิศวกรรมต่าง ๆ ในสมัยนั้นยังไม่น่าจะเจริญเท่าที่ควร
ใครคือผู้สร้างพีระมิดกันแน่
และใช้วิธีการใดในการขนย้ายก้อนหินที่มีน้ำหนักมาก ๆ ขึ้นที่สูงกันได้
ทั้งนี้ จากหลักฐานของนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก
ได้ระบุเอาไว้ในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาลที่ว่า
เหล่าบรรดาช่างฝีมืออียิปต์มากมายนับหมื่นนับแสนคน
คือผู้ที่สร้างพีระมิดอันยิ่งใหญ่ตระการตา
ไม่ใช่ทาสอย่างที่ในภาพยนตร์ออลลีวู้ดตีความหรือสร้างฉากให้เห็นกันก่อนหน้า
นี้แต่อย่างใด
9. ชาวอิสราเอลคือทาสของอียิปต์ในยุคนั้น
สิ่งที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้เคยเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติของอียิปต์นั้น หลัก ๆ
ก็คือเรื่องของการสร้างพิระมิด องค์กษัตริย์ฟาโรห์ และอื่น ๆ อีกสารพัด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายต่อหลายคนคงจะนึกกันไปว่า
ทาสรับใช้คงจะเป็นชาวอียิปต์กันแน่ ๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว
เหล่าทาสรับใช้ต่างเป็นชาว “ฮิบรู” (Hebrew)
หรือชาวอิสราเอลในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งจากคำกล่าวในคัมภีร์ไบเบิลนั้น
ได้ระบุไว้ว่า
ชาวฮิบรูได้ตกเป็นทาสของอียิปต์นับตั้งแต่ที่องค์กษัตริย์ทำการยึดดินแดนและ
อาณาจักรต่าง ๆ
10. คำสาปแช่งขององค์ฟาโรห์
เป็นที่เล่าลือกันว่า
ผู้ใดก็ตามที่มาเปิดหลุมฟังพระศพขององค์ฟาโรห์ตุตันคามุน (Pharaoh
Tutankhamun) จะต้องคำสาปที่นักบวชไอยคุปต์บรรจงสลักไว้ภายในสุสาน
ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาถรรพ์การเสียชีวิตอย่างน่าพิศวงขึ้น
เหมือนอย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “ลอร์ด คาร์นาร์วอน” (Lord
Carnarvon) กับคณะสำรวจของ “โฮเวิร์ด คาร์เตอร์” (Howard Carter)
ที่เขาได้ว่าจ้างให้ทำการสำรวจค้นหาสุสานฟาโรห์ตุตันคามุน
ซึ่งผลสุดท้ายแล้ว
ทั้งหมดเสียชีวิตไปโดยที่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยอาการได้เลย