วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556



เหตุผลในการสร้างพีระมิด


  
           ถึงแม้โลกโบราณจะมีสิ่งมหัศจรรย์ ๗ สิ่ง ซึ่งได้แก่ ประภาคารแห่ง Alexandria รูปปั้นแห่งเกาะ Rhodes สวนลอยแห่ง Babylon วิหารแห่ง Artemis ที่ฝังศพแห่ง Helecarnassus รูปปั้นของเทพ Zeus และพีระมิดแห่งอียิปต์ก็ตาม แต่ก็มีพีระมิดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่ยังคงสภาพอยู่จนทุกวันนี้ เพราะสิ่งมหัศจรรย์อีก ๖ สิ่งนั้นได้


ล่มสลายและปรักหักพังไปจนหมดสิ้นแล้ว
          ณ วันนี้ โลกรู้ว่าพีระมิดที่ใหญ่ที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดคือ มหาพีระมิดแห่ง Giza ซึ่งกษัตริย์ Khufu ได้ ทรงสร้างขึ้นเมื่อ ๔,๕๕๐ ปีก่อนนี้ ตัวพีระมิดทำด้วยหินโดยมีฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีด้านยาวด้านละ ๒๓๐ เมตร และประกอบด้วยหินสองล้านสามแสนก้อน ทำให้หนักประมาณ ๖ ล้าน ๕ แสนตัน ตัวพีระมิดสูง ๑๔๖ เมตร มันจึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก จนกระทั่งสถิติความสูงได้ถูกลบโดยหอ Eiffel ใน พ.ศ. ๒๔๓๐
          การศึกษาพีระมิดทำให้เรารู้ว่า ภายในพีระมิดมีห้องลึกลับและมีทางเดินที่คับแคบ
          ซึ่ง ห้องเหล่านั้นเคยใช้เป็นที่เก็บมัมมี่ขององค์ฟาโรห์มเหสีและมหาสมบัติมากมาย การมีขนาดใหญ่มโหฬารมากทำให้ชาวอาหรับในสมัยโบราณเรียกพีระมิดว่า มหาบรรพตแห่งองค์ฟาโรห์ และเมื่อ ๒๐๐ ปีก่อนนั้น ใครก็ตามที่ได้ไปเยือนอียิปต์ มักจะถือโอกาสไต่พีระมิดขึ้นไปจนถึงยอด ปัจจุบันกิจกรรมนี้เป็นที่ต้องห้ามแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวอาจเป็นอันตรายจากการตกพีระมิดตายได้
          คำ ถามหนึ่งที่คนทุกคนที่รู้จักพีระมิดมักถามคือ คนอียิปต์โบราณสร้างพีระมิดได้อย่างไร และสร้างมันขึ้นด้วยเหตุใด และทำไมจึงต้องมีรูปแบบนั้น ในความเป็นจริง คนอียิปต์มิได้เป็นชนชาติเดียวเท่านั้นที่รู้จักสร้างพีระมิด ใน Sudan ก็มีพีระมิดใน Mexico ชน Aztec ก็สร้างพีระมิดเช่นกัน และแม้แต่ในอียิปต์เองก็มีพีระมิดอื่น ๆ อีกราว ๘๐๐ พีระมิด
          ข้อสังเกตหนึ่งที่นักอียิปต์วิทยาสรุปได้จากการศึกษาพีระมิดคือ ผิวด้านข้างของพีระมิดที่สร้างในยุคแรก ๆ นั้น มิได้ราบเรียบ แต่มีลักษณะเป็นขั้นบันได เสมือนจะให้กษัตริย์ได้ใช้ดำเนินขึ้นไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์ ดังที่ฟาโรห์ Djoser ได้ทรงสร้างพีระมิดขั้นบันไดขึ้นที่ Saqqara เมื่อ ๔,๖๘๐ ปีก่อนนั้น
          ตามปกติคนอียิปต์นั้นมีความเชื่อว่า ฟาโรห์คือเทพเจ้าผู้เป็นทั้งแม่ทัพ ผู้พิพากษา และเป็นผู้พิทักษ์รักษา ทรัพย์สมบัติของแผ่นดินทั้งมวล พูดง่าย ๆ คือ พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจคนทุกคนในประเทศ ดังนั้น ในการสร้างพีระมิดแต่ละลูก คนงานที่ลากหินมาสร้างพีระมิดจึงไม่ใช่ทาส แต่เป็นชาวนาชาวไร่ผู้มีความเชื่อว่าสิ่งที่ตนกำลังทำนั้นมีส่วนช่วยให้องค์ ฟาโรห์ได้ไปจุติบนสวรรค์ และเมื่อถึงเวลาที่ตนจะจากโลกนี้ไปบ้าง เทพฟาโรห์ก็จะได้พิทักษ์ปกป้องตนต่อไป
          เพราะ พีระมิดที่สร้างเมื่อ ๔,๐๐๐ ปีก่อน ยังตั้งตระหง่านอยู่ได้จนทุกวันนี้ ความยืนยงคงกระพันของพีระมิดได้ทำให้ชาวอียิปต์มีคำกล่าวว่า ถึงแม้เวลาจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เวลาก็มิอาจทำลายพีระมิดได้
          ตัวพีระมิดแห่ง Giza ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ Nile เพราะชาวอียิปต์ถือว่าดินแดนในทิศตะวันตกคือดินแดนสำหรับคนที่ตายไปแล้ว ดังนั้น เมื่อดวงอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์จึงได้ติดตามเหล่าวิญญาณไป ส่วนองค์ฟาโรห์นั้น พระองค์คือเจ้าชีวิตของประชาชนที่คนทุกคนอาจตายแทนได้
          ความ จริงคำว่า pharaoh แปลว่า บ้านหลังใหญ่ คำคำนี้ในระยะแรกจึงหมายถึงปราสาทไม่ใช่กษัตริย์ และการสร้างพีระมิดสำหรับเก็บพระศพ หากสร้างใหญ่มากก็ต้องใช้เวลานานหลายปีซึ่งองค์ฟาโรห์อาจสิ้นพระชนม์ก่อน นอกจากนี้การสร้างใหญ่เป็นการลงทุนที่มหาศาลที่ต้องใช้คนและทรัพย์มาก ซึ่งจะทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คนลำบากมาก แต่ครั้นจะสร้างเล็กก็ดูไม่สมศักดิ์ศรีเลย
          การศึกษาประวัติศาสตร์ของอียิปต์ทำให้เราทุกวันนี้รู้ว่า เวลาฟาโรห์สิ้นพระชนม์ พระนักบวชจะนำพระศพล่องเรือไปยังสถานศักดิ์สิทธิ์ เพื่อทำมัมมี่ก่อนแล้วจึงเอาผ้าลินินขาวพันพระศพ จากนั้นอีก ๗๐ วันต่อมา พระนักบวชก็จะทำพิธีฝังพระศพ โดยให้สตรีในราชสำนักนุ่งขาวและส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญ พร้อมกับโยนทรายไปในอากาศ จนกระทั่งถึงพีระมิด พระก็จะนำพระศพเข้าไปข้างในห้องลึกลับ เพราะพระคิดว่าวิญญาณฟาโรห์ยังต้องการอาหารและเครื่องดื่มต่อ พระจึงนำอาหารวางไว้ด้วย แล้วก็ปิดห้องลึกลับนั้นทันที เพื่อป้องกันขโมยที่จะมาปล้นราชสมบัติในภายหลัง
          ในสมัยนั้น คนอียิปต์นิยมใช้เรือเป็นพาหนะสำคัญเพราะยังไม่รู้จักใช้รถที่มีล้อ และแม้แต่สุริยเทพ Re เองก็ทรงใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางข้ามท้องฟ้า ดังนั้น เวลาฟาโรห์สิ้นพระชนม์ศพพระองค์ก็ทรงเดินทางด้วยเรือเช่นกัน ดังที่ปรากฏในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้มีการขุดพบเรือศพของฟาโรห์ Khufu ใกล้พีระมิดที่พระองค์ทรงสร้างนั่นเอง
          ใน การสร้างพีระมิดทุกครั้ง ฟาโรห์ต้องวางแผนก่อสร้าง รวมทั้งสถานที่ตั้งด้วย โดยมีหลักการง่าย ๆ ว่าพีระมิดที่จะสร้างใหม่ต้องอยู่ใกล้แม่น้ำ เพื่อความสะดวกในการขนหิน ชนิดของหินก็มีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน เพราะพีระมิดมีหลายชั้น การใช้หินที่ไม่แข็งแรงอาจทำให้พีระมิดทรุดตัวลงได้
          ณ วันนี้ ไม่มีใครรู้แน่ชัด ๑๐๐% ว่า ชาวอียิปต์โบราณสร้างพีระมิดอย่างไร เมื่อ ๒,๕๐๐ ปีก่อนนี้ นักประวัติศาสตร์ชื่อ Herodotus ได้อ้างว่าฟาโรห์ใช้คนในการก่อสร้างพีระมิดมากถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน และนานถึง ๒๐ ปี แต่นักเทคโนโลยีทุกวันนี้เชื่อว่า ตัวเลขกรรมกรขนหินน่าจะเป็นเพียง ๔,๐๐๐ คนมากกว่า การที่ใช้คนจำนวนน้อยเช่นนี้ เพราะกรรมกรไม่ต้องทำงานทั้งปี คือเฉพาะเวลาน้ำในแม่น้ำไนล์ท่วมฝั่งชาวนาและกสิกรจะว่างงาน จึงทิ้งนาเพื่อมาช่วยสร้างพีระมิดถวายแด่องค์ฟาโรห์ของตน
          อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อถึงยุคต่อมา เหตุใดฟาโรห์ในระยะหลัง ๆ จึงไม่ได้สร้างพีระมิดให้ใหญ่ขนาดนั้นบ้าง
          ในหนังสือชื่อ Theory and Pradice in Mediterranean Archaeology : Old World and New World Perspectives ที่ Joyce Marcus เรียบเรียง และออกวางตลาดเมื่อเร็ว ๆ นี้ เธอได้อธิบายว่า ในอดีตเราเคยเชื่อกันว่า พีระมิดแห่ง Giza คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ฟาโรห์ทรงสร้างขึ้นเพื่อแสดงความเป็นมหาอำนาจ และความยิ่งใหญ่อลังการของอาณาจักรพระองค์ แต่ในความเป็นจริง พีระมิดขนาดใหญ่เป็นโฆษณาชวนเชื่อมากกว่า เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์อียิปต์ในยุคต่อจากฟาโรห์ Khufu แสดงให้เห็นว่า ถึงฟาโรห์ในยุคหลัง ๆ จะมีพระราชสมบัติ และพระราชอำนาจยิ่งกว่า Khufu แต่พระองค์ก็ทรงไม่ใช้ผู้คนและทรัพย์สินในการสร้างพีระมิดให้ใหญ่กว่า พีระมิดของ Khufu อีกเลย
          ดังนั้น เราจึงได้คำตอบว่า Khufu สร้างพีระมิดขนาดมโหฬารขึ้นมาเพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านตื่นตาตื่นใจ และศรัทธาในความเป็นอารยะของตน พีระมิดจึงเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อ ชวนศรัทธาในฟาโรห์เท่านั้นเอง Marcus ยังได้บรรยายต่อว่า การสร้างพีระมิดให้ใหญ่กว่าพีระมิดแห่งพระอาทิตย์ที่ Teatihuacan ก็หยุดเช่นกัน ถึงแม้กษัตริย์ Aztec มีอำนาจและอาณาจักรจะรุ่งเรืองกว่าเก่าก็ตาม
          ดังนั้น ในสายตาและมุมมองของ Marcus พีระมิดจึงเป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับแสดงแสนยานุภาพของฟาโรห์ให้คนอื่นยำเกรงเท่านั้นเอง
          จึงสรุปได้ว่า ทุกวันนี้ก็เช่นกัน การสร้างถาวรวัตถุที่มีขนาดใหญ่มักถือเป็นการแสดงบารมีของผู้สร้าง แต่มันก็หาใช่บารมีที่แท้จริงไม่
ผู้เขียน ศ. ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ประเภทวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิทยาศาสตร์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น